สองมือ สปาและนวดแผนไทย ยินดีให้บริการ นวดแผนไทย,นวดไทย,นวดเท้า,นวดอโรม่า,นวด Hot-Oil,นวดหน้า,ขัดผิว-บำรุงผิว,สปามือ,สปาเท้า,สอนนวด,สอนสปา นัดและสำรองเวลา โทร. 083-110-0039,080-289-8987,080-599-1363

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556



แนะนำบริการของร้าน




บริการนวด(คลิ๊กรายละเอียดตามหัวข้อได้เลยค่ะ)
1. นวดแผนไทย
2. นวดแผนไทย-ประคบ
3. นวดไทย-ออย
4. นวดเท้า
5. นวดเท้า-ประคบ



บริการสปา(คลิ๊กรายละเอียดตามหัวข้อได้เลยค่ะ)
1. นวดอโรม่า
2. นวด Hot-Oil
3. นวดหน้า
4. นวดหน้า + ดูดสิวเสี้ยน
5. นวดหน้า กระชับหน้า ด้วย เครื่องกัลวานิค
6. ขัดผิว-บำรุงผิว
7. สปามือ
8. สปาเท้า

9. สปามือ+สปาเท้า




ชุดโปรโมชั่น สุดคุ้ม สำหรับเดือนนี้










เปิดบริการทุกวัน 09.00 น. - 22.00 น.
นัดและสำรองเวลา โทร. 083-110-0039,080-289-8987,080-599-1363

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธุรกิจนวดแผนไทย

ปัจจุบัน ปัญหาเมื่อยขบ อาการปวดตามร่างกาย หรืออาการเครียด มักจะเกิดขึ้นกับหลายๆคนโดยเฉพาะเมื่อมีอายุมากขึ้น สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปวดเมื่อยจากการนั่งทํางานนานๆ คอตกหมอน หรือเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ทําให้ธุรกิจนวดแผนไทยเกิดขึ้นมากมาย เพื่อบรรเทาปัญหาสุขภาพและคลายเครียด ธุรกิจนวดแผนไทยจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสําหรับผู้ต้องการมีธุรกิจของตนเอง

1. ศักยภาพของผู้ประกอบการ
    ผู้ที่จะทําธุรกิจนวดแผนไทย ต้องคํานึงถึงคุณสมบัติพื้นฐาน ดังนี้
• มีใจรักในการให้บริการ
เนื่องจากว่าการนวดแผนไทย เป็นธุรกิจบริการ ผู้ประกอบการจึงต้องมีใจรักการให้
บริการ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สุภาพ พูดจาไพเราะ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
• มีศีลธรรม และมีสัมมาอาชีวะ
การนวดเป็นการบริการแบบตัวต่อตัว โอกาสใกล้ชิดและสัมผัสร่างกายลูกค้ามีอยู่ตลอด
เวลา ดังนั้น ผู้ประกอบอาชีพนี้จึงต้องให้การนวดเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีศีลธรรม
• ควรมีพื้นฐานความรู้ด้านการนวดแผนไทย หรือผ่านการฝึกอบรมจากสถานฝึกอบรม
อย่างน้อย 30 – 75 ชม. หรือ 15 – 45 วัน เพราะพื้นฐานดังกล่าว จะทําให้ผู้ประกอบการมี
ความเข้าใจในธุรกิจนี้อย่างถ่องแท้
• มีทําเลที่เหมาะสม มองเห็นชัดเจน การคมนาคมสะดวก เพราะธุรกิจนี้หากมีทําเลที่ดี ก็ถือว่าประสบความสําเร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง

2. การติดต่อกับหน่วยงานราชการ
    ธุรกิจนวดแผนไทยจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการใน 3 ด้าน คือ

• การจดทะเบียนพาณิชย์จัดตั้งธุรกิจ โดยทั่วไป ธุรกิจด้านบริการอย่างเดียวจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าร้านมีการขายสินค้าอื่นด้วย ผู้ลงทุนก็ต้องขอจดทะเบียนพาณิชย์ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดการจัดตั้งและการขออนุญาตได้ที่
www.ismed.or.th, www.thairegistration.com

• การเสียภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนและการยื่นชําระภาษีได้ที่
www.rd.go.th

• การนวดที่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ
􀂾 ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ระบุว่า การนวดหากเป็นการกระทําเพื่อบําบัดโรค วินิจฉัยโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็ถือเป็นการประกอบโรคศิลปะ ผู้ที่จะทํ า
การนวดได้ ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์
แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดําเนินการใน
สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น

สถานที่ยื่นคําขอ
1. ในส่วนกลาง ยื่นที่กองการประกอบโรคศิลปะ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
2. ในส่วนภูมิภาค ยื่นที่สํ านักงานสาธารณสุขอํ าเภอ หรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด
ผู้สนใจศึกษารายละเอียดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะได้ที่http://www.ismed.or.th/knowledge/alpha/body1/d_f_44.htm
ถ้าผู้ประกอบการมีใบประกอบโรคศิลปะและใบอนุญาตสถานพยาบาล(คลินิก) ก็สามารถทําการนวดรักษาโรคได้ แต่ร้านต้องปฏิบัติตามระเบียบสถานพยาบาลทุกประการ เช่นการแสดงป้ายผู้ประกอบโรคศิลปะ / เวลาทําการ และการทําบันทึกประวัติคนไข้ เป็นต้น

 ตามกฎหมาย ผู้นวดต้องรับผิดชอบถ้าเกิดอันตรายแก่ผู้ถูกนวด ดังนี้
􀂃 หากทําให้ผู้อื่นเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ จะผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295ต้องโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
􀂃 ถ้าผู้ถูกนวดเป็นอันตรายสาหัส โทษจะเป็นจําคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี ดังนี้
ก. ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียม่านประสาท
ข. เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์
ค. เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
ง. หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว
จ. แท้งลูก
ฉ. จิตพิการอย่างติดตัว
ช. ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต
ซ. ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า 20 วัน หรือจนประกอบ
กรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน
􀂃 ถ้ากระทําโดยประมาท เช่น นวดแล้วเกิดอันตรายสาหัส โทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
􀂃 การนวดผู้ป่วยแล้วทําให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ถือเป็นการกระทําโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
􀂾 การนวดที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ ในกรณีที่
- เป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค
- ไม่ขึ้นป้ายรักษาโรค เช่น รักษาโรคอัมพฤต อัมพาต เบาหวาน ไต ปวดหลัง เป็นต้น
การแสดงป้าย อาจเขียนว่าเป็น “นวดแผนโบราณ” หรือ “นวดฝ่าเท้า” ได้ แต่จะแสดง
ข้อความว่า “พร้อมจะบําบัดรักษาโรค” หรือ ”ฟื้นฟูสภาพ” หรือ “วินิจฉัยโรค” ไม่ได้

 􀂾 โทษทางกฎหมาย
หากผู้ฝ่าฝืนกระทําการนวดโดยมีการรักษาโรค แต่มิได้เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบโรค
ศิลปะ โทษทางกฎหมายระบุไว้ว่าจะจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ หรือแม้ว่าผู้ฝ่าฝืนจะไม่ได้นวดรักษาโรค แต่ขึ้นป้ายหรือแสดงว่าพร้อมจะประกอบโรคศิลปะ ผู้ฝ่าฝืนก็มีความผิดโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

3.การตลาด

3.1.ภาพรวมการตลาด
การนวดแผนไทยเป็นวิธีบําบัดรักษาโรคที่เป็นธรรมชาติที่สุดตั้งแต่สมัยโบราณ โดยภาพรวมธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดไม่น้อย จากข้อมูลของผู้อํานวยการโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ พบว่าตลาดนวดแผนไทย เมื่อปี 2538 มีมูลค่ากว่าสองหมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบัน เชื่อว่ามูลค่ารวมของตลาดได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเติบโตพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเนื่องจากการนวดเป็นบริการที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ดังนั้น ลูกค้าที่มาใช้บริการจึงมักอยู่ในกลุ่มของผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง ความต้องการของตลาดจะขึ้นอยู่กับทําเลสถานที่เป็นหลัก ธุรกิจนี้สามารถดําเนินการได้ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการคนเดียว รับจ้างนวดตามบ้าน เปิดบริการนวดในบ้านของตัวเอง หรือเปิดบริการตามแหล่งชุมชน เช่น ตลาด หมู่บ้านขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าใกล้แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงเปิดบริการในสถานที่ค่อนข้างหรูหรา เช่น โรงแรม รีสอร์ท เป็นต้น
ปัจจุบัน การนวดแผนไทย ยังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติในแถบต่างๆ เช่น แถบเอเชีย อเมริกาและยุโรป เมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านี้ทดลองใช้บริการแล้ว ได้เกิดความประทับใจในการนวดแผนไทย ทําให้การนวดแผนไทยโด่งดังข้ามทวีป การนวดแผนไทยจึงเป็นที่ต้องการมากในต่างประเทศ

3.2. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

􀂾 กลุ่มลูกค้าทั่วๆ ไป ได้แก่ บุคคลทั่วไปที่ต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทํางานจากชีวิตประจําวัน ลูกค้ากลุ่มนี้จะใช้บริการนวดทั่วไป
การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาจจําแนกตาม
- อายุ โดยทั่วไปบุคคลที่นิยมนวดแผนไทยจะเป็นวัยกลางคนขึ้นไป
- เพศ เพศชายมักจะนิยมใช้บริการมากกว่าเพศหญิง  (ชาย 80% หญิง 20%)
- รายได้ รายได้เป็นส่วนหนึ่งที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจว่าจะรับบริการร้านนี้หรือไม่ ลูกค้าที่มี
รายได้และฐานะดีมักจะใช้บริการในสถานที่หรูหรา ส่วนลูกค้าที่มีรายได้ปานกลางลงไป
ก็อาจดูที่สถานที่ และอัตราค่าบริการเป็นหลัก
- อาชีพ เช่น นักธุรกิจ กลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มักใช้บริการในสถานที่ที่เป็นสัดส่วน
เพราะกลุ่มนี้จะต้องการความสงบและความเป็นส่วนตัว
- นักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และ
แถบยุโรป

􀂾 กลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น
- คอตกหมอน
- ไหล่ติด
- ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก
- อัมพฤต อัมพาต ฯลฯ

3.3. ธุรกิจหลัก/เสริม

ธุรกิจหลัก คือการบริการนวดแผนไทย

ธุรกิจเสริม เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามารับบริการแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ตํ่ากว่า 1 ชั่วโมง ดังนั้น
โอกาสที่ผู้ประกอบการ หรือพนักงานจะสร้างความคุ้นเคยกับลูกค้าก็ย่อมง่าย การนําเสนอสินค้าหรือบริการเสริมอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย จึงสามารถทําได้อีกช่องทางหนึ่ง เช่น
• การจําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทําจากสมุนไพรไทย เช่น เครื่องสํ าอางสมุนไพร เครื่องดื่ม
สมุนไพร ฯลฯ
• จําหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทําจากวัสดุของไทย
• บริการเสริมสวย เช่น นวดหน้า ทําผม

3.4. ส่วนผสมทางการตลาด (4 P)

3.4.1. ผลิตภัณฑ์/บริการ
ปัจจุบัน รูปแบบบริการนวดแผนไทยหลักๆ มีดังนี้

1.นวดแผนไทย (กดจุด, จับเส้น)
ลักษณะการนวดแผนไทยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ

1.1 การนวดแบบยืด – ดัด ลักษณะการนวดแบบนี้ คือ การยืด – ดัดกล้ามเนื้อ – เส้นเอ็น –
ผังผืด ให้ยืดคลาย

1.2 การนวดแบบจับเส้น ลักษณะการนวดคือการใช้นํ้าหนักกดลงตลอดลํ าเส้นที่กระหวัดไปตามอวัยวะต่างๆ การนวดชนิดนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของผู้นวด ซึ่งได้ทําการนวด
มานาน และสังเกตถึงปฏิกิริยาของแรงกดที่แล่นไปตามอวัยวะต่างๆ

1.3 การนวดแบบกดจุด ลักษณะการนวด คือ การใช้นํ้าหนักกดลงไปบนจุดของร่างกาย การนวดนี้เกิดจากประสบการณ์และความเชื่อว่า อวัยวะของร่างกายมีแนวสะท้อนอยู่บนส่วนต่างๆ และเราสามารถกระตุ้นการทํ างานของอวัยวะนั้น โดยการกระตุ้นจุดสะท้อนที่อยู่บนส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

2.การนวดฝ่าเท้า แบ่งเป็น
ก. นวดด้วยมือ
ข. นวดเท้าด้วยไม้กดจุด
ค. นวดเท้าด้านใน – ด้านนอกด้วยมือ
ง. นวดหลังเท้าด้วยมือ
จ. ใช้ไม้กดจุด
ฉ. นวดบริเวณเข่าด้วยมือ
ช. นวดบริเวณหน้าแข้งและน่องด้วยมือ
ซ. นวดบริเวณนิ้วเท้า
ฌ. กระตุ้นเท้าช่วงสุดท้าย
ญ. กระตุ้นเท้าก่อนแก่ผ้าพันเท้าออกและเช็ดครีม

3.การประคบสมุนไพรสด
การประคบสมุนไพร หมายถึง การนํ าเอาสมุนไพรทั้งสดหรือแห้งหลายๆ ชนิด โขลกพอแหลกและคลุกรวมกัน ห่อด้วยผ้า ทํ าเป็นลูกประคบ จากนั้น นึ่งด้วยไอความร้อน แล้วนําไปประคบ

4.การนวดเพื่อรักษา เป็นการนวดในกรณีที่ลูกค้ามีปัญหาสุขภาพ เช่น ข้อเท้าแพลง คอตกหมอน ข้อไหล่ติด เป็นต้น

5.นวดนํ้ามัน การนวดนํ้ามันเป็นการนวดโดยใช้นํ้ามันสมุนไพร ชโลมบนร่างกายผู้ถูกนวด แล้วใช้เทคนิคการรีดและไล้เส้น ความร้อนจากนํ้ามัน ผนวกกับคุณสมบัติของสมุนไพร จะทําให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทํางานได้ดีขึ้น และคลายจากความตึงเครียด

รูปแบบการนวดข้างต้นเป็นการบริการทั่วไปที่มีในท้องตลาด สถานประกอบการแต่ละแห่งไม่จํ าเป็นต้องมีครบทุกรูปแบบ ผู้ประกอบการอาจมีบริการน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ได้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กโดยทั่วไป จะเน้นการนวดตัว และการนวดฝ่าเท้าเป็นหลัก

3.4.2.การกําหนดราคาค่าบริการ
โดยปกติ ค่าบริการจะคิดตามชั่วโมงการนวด สถานประกอบการแต่ละแห่งอาจกำหนดราคาค่าบริการแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ให้บริการ และค่าบริการของคู่แข่ง หากแต่โดยเฉลี่ย ค่าบริการจะเป็นดังนี้
นวดตัว โดยเฉลี่ย 300 - 400 บาท/ 2 ชั่วโมง
นวดฝ่าเท้า โดยเฉลี่ย 150 - 250 บาท/ชั่วโมง
นวดประคบสมุนไพร โดยเฉลี่ย 300 – 350 บาท/ 2 ชั่วโมง
นวดนํ้ามัน โดยเฉลี่ย 600 – 800 บาท/ 2 ชั่วโมง

3.4.3. ช่องทาง/ทําเลที่ตั้ง
ทําเลที่ตั้งของธุรกิจนี้ ควรอยู่ในย่านใกล้กลุ่มเป้าหมาย การเดินทางสะดวก มีที่จอดรถ
หรืออยู่ตามแหล่งชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตลาด ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหรือถ้าผู้ประกอบการต้องการรองรับลูกค้าที่ชอบความสงบ สถานที่เป็นสัดส่วน เหมาะแก่การพักผ่อน ก็อาจเปิดบริการตามรีสอร์ท หรือโรงแรมแต่สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือ ถ้าผู้ประกอบการมีสถานที่เองและเหมาะกับการเปิดธุรกิจนวดแผนไทย ก็สามารถลงทุนได้ แต่ถ้าต้องเช่าสถานที่ ผู้ประกอบการควรศึกษาเรื่องค่าเช่าและสัญญาเช่า ว่าเหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่  นอกจากนี้ ก่อนเปิดกิจการ ผู้ประกอบการควรหาข้อมูลด้วยว่า ในย่านที่จะไปเช่านั้น มีผู้ลงทุนอยู่ก่อนหรือไม่ ผู้ประกอบการจะสามารถแข่งขันกับเขาได้อย่างไร และลูกค้ามีจํานวนเพียงพอให้ผู้ประกอบการแทรกพื้นที่ในตลาดได้หรือไม่ อย่างไร

3.4.4. การส่งเสริมการขาย / การดึงดูดใจลูกค้า
ผู้ประกอบการควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายและดึงดูดใจลูกค้า ดังนี้
• ติดต่อบริษัททัวร์ บริษัทท่องเที่ยว หรือไกด์ เพื่อให้แนะนํานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ
• แจกใบปลิวแนะนําร้านและการบริการ ตามย่านที่ร้านตั้งอยู่
• รับสมัครสมาชิก โดยไม่เก็บค่าสมาชิกหรือเสียค่าสมาชิกตํ่า พร้อมให้สิทธิประโยชน์แก่
สมาชิก เช่น ส่วนลดแถมการให้บริการ การสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้าหรือบริการ
• จัดกิจกรรมประจําปี เช่น จัดวันผู้สูงอายุ สําหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปสามารถนวดครึ่งราคา เป็นต้น
• จัดกิจกรรมเพื่อนแนะนําเพื่อน โดยมีของขวัญให้ ทั้งผู้แนะนําและผู้มาใหม่
• สิ่งสําคัญที่ดึงดูดใจและสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ก็คือการบริการที่ดีเลิศ ตั้งแต่การแต่งกายที่สุภาพและสะอาดของพนักงาน การพูดจาไพเราะ การเอาใจใส่ลูกค้าด้วยความจริงใจ
• ลงโฆษณาตามนิตยสารแนวสุขภาพ หรือ ชีวจิต เป็นต้น
• ลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ต

3.5. สภาพการแข่งขันในตลาด
ปัจจุบัน การนวดแผนไทยประสบกับภาวะการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการหันมาดำเนินธุรกิจนี้เพิ่มขึ้น 10-20% ต่อปี นอกจากผู้ประกอบการรายใหม่แล้ว การนวดแผนไทยยังกลายเป็นบริการเสริมของธุรกิจที่มีอยู่แล้ว เช่น ตามร้านสถานเสริมสวย เสริมความงาม หรือโรงพยาบาลบางแห่งแม้ผู้ประกอบการจะหันมาทําธุรกิจนี้กันมาก แต่ส่วนหนึ่งเป็นการเปิดธุรกิจโดยไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาที่ดีเพียงพอ ผู้ประกอบการที่เปิดธุรกิจนวดแผนไทยจึงต้องปิดตัวเองไปหลายราย และเนื่องจากธุรกิจนี้ จัดเป็นบริการเสริมที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่ ดังนั้น การแข่งขันจึงเน้นไปที่การบริการที่ดีได้มาตรฐาน และมีจุดเด่นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นด้าน
• การตกแต่งสถานที่ให้ดูสะอาด สวยงาม สบายตา
• สถานที่ตั้ง มีที่จอดรถสะดวก ไปมาง่าย
• มีบริการที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือก เช่น นวดตัว นวดฝ่าเท้า  นวดนํ้ามันหอมระเหย นวดประคบด้วยสมุนไพร
• การต้อนรับของพนักงานที่สุภาพเรียบร้อย
• การนวดได้คุณภาพตามมาตรฐาน
จะเห็นว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสําเร็จต้องพัฒนาทักษะความรู้ให้แก่บุคคลากรอยู่ตลอดเวลา รวมถึงพัฒนารูปแบบบริการให้ดีขึ้น

4. การดํ าเนินการ
การดําเนินการของธุรกิจนวดแผนไทย แบ่งได้ดังนี้
􀂾 ขั้นตอนการให้บริการลูกค้า
􀂾 การจัดห้องนวด
􀂾 อุปกรณ์ที่ใช้
􀂾 การจัดจ้างพนักงาน
􀂾 สถานที่ขอรับการอบรมเพิ่มเติม


􀂾 ขั้นตอนการให้บริการลูกค้า

1. การต้อนรับลูกค้า
ผู้ที่ทําหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ควรเป็นผู้ประกอบการเอง เพราะสิ่งนี้จะสร้างความประทับแก่ลูกค้ามากกว่า ผู้ประกอบการควรดูว่าลูกค้าต้องการใช้บริการแบบไหน จากนั้น จึงทำการจัดลําดับการให้บริการแก่ลูกค้า กําหนดเตียงและพนักงานนวดให้ลูกค้า ถ้าไม่มีเตียงว่าง ผู้ประกอบการก็ควรจัดสถานที่ให้ลูกค้านั่งรอ โดยระหว่างรอ ทางร้านอาจบริการนํ้าชา หรือนํ้าสมุนไพรให้ลูกค้า กรณีพนักงานนวด ทางร้านอาจจัดลําดับการให้บริการสลับหมุนเวียนกัน เพื่อให้โอกาสแก่พนักงานเท่าเทียมกัน เช่น ถ้าร้านมีพนักงานนวด 3 คน ชื่อ ก ข และ ค
- วันที่ 1 จัดลําดับผู้ให้บริการเริ่มต้นดังนี้ พนักงาน ก ข และ ค
- วันที่ 2 จัดลําดับผู้ให้บริการเริ่มต้นดังนี้ พนักงาน ข ค และ ก
- วันที่ 3 จัดลําดับผู้ให้บริการเริ่มต้นดังนี้ พนักงาน ค ก และ ข
- วันที่ 4 จัดลําดับผู้ให้บริการเริ่มต้นดังนี้ พนักงาน ก ข และ ค หมุนเวียนกันไป

2. การเตรียมตัวก่อนให้บริการ
• กรณีนวดตัว โดยปกติ ลูกค้าจะต้องปฏิบัติ ดังนี้
- เปลี่ยนเป็นชุดที่ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้ เป็นเสื้อ กางเกงที่หลวมๆ สบายๆ
- ล้างมือ ล้างเท้าให้สะอาด
- ส่วนพนักงานนวดก็ต้องรักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือและเท้า
• กรณีนวดฝ่าเท้า โดยปกติ ลูกค้าจะต้องปฏิบัติ ดังนี้
- เปลี่ยนเป็นกางเกงที่ร้านจัดเตรียมไว้ให้
- ล้างเท้าให้สะอาด (โดยปกติ พนักงานนวดจะเป็นผู้ทําความสะอาดให้)
- ส่วนพนักงานนวดก็ต้องรักษาความสะอาดของร่างกายโดยเฉพาะมือ

3. หลังการให้บริการ
ทางร้านจัดเตรียมให้ลูกค้าเปลี่ยนชุด ระหว่างนั้น ทางร้านอาจมีนํ้าอุ่นหรือนํ้าชาบริการ จากนั้นลูกค้าชําระค่าบริการ ส่วนเสื้อหรือกางเกงที่ลูกค้าใส่ระหว่างนวดตัวหรือนวดฝ่าเท้า  ทางร้านจะต้องนําไปซักให้สะอาดก่อนนํามาใช้ใหม่ทุกครั้ง

 􀂾 การจัดห้องนวด
รูปแบบการจัดห้องนวดขึ้นอยู่กับสถานที่และเงินทุน อย่างไรก็ตาม ห้องนวดแบ่งหลักๆ ตามลักษณะการนวดได้ ดังนี้

1. กรณีนวดตัว
เนื่องจากการนวดตัวเป็นบริการที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไฟในห้องจึงควรปรับความสว่างได้ ถ้าเป็นสถานที่หรูหรา เช่น โรงแรม ผู้ประกอบการอาจกั้นเป็นห้องถาวร โดยให้บริการห้องละ 1 คนหรือ 2 – 3 คน ถ้าเป็นกลุ่มครอบครัวหรือเพื่อนสนิท แต่หากเป็นสถานที่ไม่หรูหรามากนัก ผู้ประกอบการอาจกั้นเป็นห้อง โดยใช้ม่านทึบที่เลื่อนได้

2. กรณีนวดฝ่าเท้า
โดยปกติ การนวดฝ่าเท้าจะมีเตียงนวดฝ่าเท้าโดยเฉพาะ ลูกค้าสามารถนั่งเหยียดขาตามสบาย ผู้ประกอบการอาจวางเตียงนวดฝ่าเท้าเรียงกัน โดยไม่จําเป็นต้องกั้นเป็นห้อง แต่กรณีที่ลูกค้าต้องการความเป็นส่วนตัว ทางร้านอาจใช้เตียงนวดตัวแทนเตียงนวดฝ่าเท้า

􀂾 อุปกรณ์หลักที่ใช้

1. เตียงนวดตัวหรือเบาะนวดตัว พร้อมหมอน ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพและวัสดุที่ใช้ มีตั้งแต่1,500 – 6,500 บาท อุปกรณ์ประเภทนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านจําหน่ายอุปกรณ์นวดแผนไทย และร้านเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป

2. เตียงนวดฝ่าเท้า ราคาประมาณ 2,700 – 4,000 บาท สถานที่จําหน่ายเช่นเดียวกับเตียงนวดตัว

3. เสื้อกราวน์สําหรับพนักงานนวด ราคาประมาณ 150 – 300 บาท หาซื้อได้ที่ตลาดโบ๊เบ๊

4. เสื้อและกางเกง สําหรับลูกค้านวดตัว ราคาประมาณ 200 – 300 บาท หาซื้อได้ที่ตลาดโบ๊เบ๊

5. กางเกงสํ าหรับลูกค้านวดฝ่าเท้า ราคาประมาณ 100 บาท หาซื้อได้ที่ตลาดโบ๊เบ๊

6. ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ราคาตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป ปกตินิยมสีฟื้น ดูสบายตา หาซื้อได้ที่ตลาดพาหุรัด หรือสําเพ็ง

7. ผ้าขนหนู ใช้ห่อเท้ากรณีนวดฝ่าเท้า หาซื้อได้ที่ตลาดโบ๊เบ๊ หรือพาหุรัด

8. ครีมหรือนํ้ามันสําหรับนวดฝ่าเท้า สถานที่จําหน่าย เช่น โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ขนาด 1800 ซีซี ราคาขายปลีกประมาณ 650 บาท

9. นํ้ามันนวดตัว สถานที่จําหน่าย เช่น โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)ขนาด 4000 ซีซี ราคาขายปลีกประมาณ 580 บาท

10. ไม้กดจุด เป็นอุปกรณ์ที่ทําขึ้นจากไม้เพื่อใช้แทนนิ้วมือ ไม้ดังกล่าวใช้กดจุดที่บริเวณฝ่าเท้า ตามตํ าแหน่งศาสตร์ของการนวดฝ่าเท้า ราคาอันละประมาณ 20 บาท ผู้ลงทุนสามารถหาซื้อได้ที่สถาบันแพทย์แผนไทยและร้านจําหน่ายอุปกรณ์นวดทั่วไป

􀂾 การจ้างพนักงาน

• การสรรหาพนักงานนวด
ผู้ประกอบการอาจใช้วิธีประกาศรับสมัครตามโรงเรียน หรือสถาบันสอนนวดแผนไทยที่มีมาตรฐานเพราะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรโดยตรง รวมถึงการประกาศรับสมัครทางอินเตอร์เน็ต แม้พนักงานนวดจะถูกดึงตัวกันอยู่บ้าง เนื่องจากพนักงานนวดที่มีฝีมือยังมีจํานวนน้อย แต่ร้านที่มีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงให้ค่าตอบแทนที่จูงใจและเหมาะสม จะไม่ค่อยประสบกับปัญหานี้สักเท่าใดนัก เพราะโดยส่วนมากถ้าพนักงานมีความพอใจและสบายใจกับงานที่ทําอยู่ ก็มักอยู่นาน ไม่ย้ายไปไหน

• จํ านวนพนักงานนวด
จํานวนพนักงานนวดจะขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจเป็นหลัก โดยดูจากจํานวนเตียงที่ให้บริการ และจํานวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในเวลาเดียวกัน เช่น
􀂃 ร้านที่มีจํ านวนเตียงให้บริการ 7 เตียง ควรมีพนักงานนวด อย่างน้อย 7 คน เพราะถ้าใน
ช่วงที่ลูกค้าเข้ามาคราวเดียวกัน 7 คน ร้านก็จะสามารถให้บริการได้ แต่ถ้าลูกค้ามามาก
กว่า 7 คน ทางร้านจะต้องจัดสถานที่ให้ลูกค้านั่งรอ

• การทํางานของพนักงาน
ผู้ประกอบการอาจแบ่งการทํ างานเป็นกะ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเปิดบริการใน 1 วัน เช่น ถ้าร้านเปิดบริการตั้งแต่ 9.00 น. – 24.00 น. ผู้ประกอบการอาจแบ่งกะทํางาน เป็น 2 กะ เช่น กะที่ 1 เวลา 9.00 น. – 17.00 น. กะที่ 2 เวลา 17.00 น. – 24.00 น.

• จํ านวนพนักงานในแต่ละวันจํานวนพนักงานในแต่ละวันอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมลูกค้า เช่น วันธรรมดา ร้านอาจมีพนักงานนวด 5 คน ต่อเตียงให้บริการ 7 เตียง เนื่องจากจํานวนลูกค้าไม่ค่อยมากในคราวเดียวกัน ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ ลูกค้าจะค่อนข้างมาก ร้านก็ต้องจัดให้มีพนักงาน 1 คน ต่อ 1 เตียง เป็นต้น

• การให้ค่าจ้างแก่พนักงานนวด
ร้านนวดแผนไทยสามารถให้ค่าจ้างแก่พนักงานได้หลายแบบ เช่น
- จ้างเป็นรายวัน โดยแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการให้บริการแต่ละครั้ง เช่น เจ้าของ 50% พนักงานนวด 50% หรือเจ้าของ 60% พนักงาน 40% แล้วแต่ตกลง กรณีนี้ ทางร้านมักจะไม่มีเงินเดือนประจําให้ แต่บางแห่ง เจ้าของธุรกิจจะประกันรายได้ขั้นตํ่ าให้พนักงาน 100 - 200 บาท/วัน กรณีไม่มีลูกค้าเลย
- จ้างรายวัน โดยคิดค่าจ้างพนักงานนวดเป็นรายชั่วโมง  เช่น ชั่วโมงละ 70 บาท ส่วนเงินพิเศษที่ลูกค้าให้กับพนักงานนวด ถือเป็นสิทธิของพนักงานไป การจ้างเช่นนี้ ทางร้านมักไม่มีเงินเดือนประจําให้
- จ้างรายเดือน เดือนละประมาณ 4,500 - 6,000 บาท หรือตามความเหมาะสม

• การคัดเลือกพนักงานนวด จะต้องคํานึงถึง
􀂃 พนักงานนวดควรมีความรู้ ความสามารถในการนวด โดยต้องผ่านการอบรมมา
􀂃 มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สุภาพ พูดจาไพเราะ
􀂃 รักการให้บริการ

􀂾 สถานที่ฝึกอบรม
ปัจจุบัน สถาบันหลายแห่งได้สอนการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า การฝึกอบรมจากสถานอบรมจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 – 4,000 บาทต่อหลักสูตร ระยะเวลา 5 – 10 วัน เช่น
• โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) โทร. 0-2221-2974
• สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2591-0598-99
• สมาคมแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 0-2965-9194-5
• โรงเรียนแพทย์แผนไทย(สมาคมแพทย์อายุรเวทฯ) จ.นนทบุรี 0-2950-5939
• ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ กรุงเทพมหานคร

5. การบริหารงาน
การบริหารงานธุรกิจนวดแผนไทยแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ การบริหารภาพพจน์ภายนอก
การบริหารจัดการภายใน และการบริหารลูกค้า ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การบริหารภาพพจน์ภายนอกโดยธรรมชาติ ธุรกิจบริการมีส่วนที่จับต้องไม่ได้ ลูกค้าจะซื้อบริการก็ต่อเมื่อลูกค้าเชื่อว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ฉะนั้น ผู้ประกอบการจะต้องบริหารภาพพจน์ภายนอกของร้าน โดยสื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในการบริการ เช่น
- การตกแต่งร้านที่ดูสะอาด สบายตา สีไม่ฉูดฉาดเกินไป
- ประกาศนียบัตรรับรองการอบรมของพนักงานนวดทุกคน ต้องติดไว้ให้ลูกค้ามองเห็นเด่นชัด
- พนักงานทุกคนแต่งกายเรียบร้อย พูดจาไพเราะ
- ติดป้ายบอกอัตราค่าบริการชัดเจน
- มีระบบรักษาความสะอาดของร้าน และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ผ้าปูที่นอน ผ้าขนหนู ฯลฯ

การบริหารจัดการภายในการบริหารจัดการภายในร้านเป็นเรื่องสํ าคัญ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ โดยปกติ ถ้าเป็นร้านขนาดเล็ก ผู้ประกอบการจะทํ าหน้าที่หลายอย่าง คือเป็นทั้งผู้จัดการร้าน ดูแลด้านการเงิน จัดหาพนักงานนวด และจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ แต่ถ้าเป็นร้านขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการอาจจ้างตําแหน่งงานเพิ่ม ดังนี้
- ผู้จัดการร้าน มาช่วยบริหารงานบริการ จัดนโยบายการตลาด งานบริหารบุคคล
- สมุห์บัญชี รับผิดชอบการควบคุมบัญชีทรัพย์สิน รายรับ-รายจ่าย บริหารเงินทุน
หมุนเวียน
- พนักงานต้อนรับ ทําหน้าที่ให้ข้อมูลด้านบริการและต้อนรับลูกค้า เก็บประวัติลูกค้า

สําหรับพนักงานนวด ซึ่งถือเป็นหัวใจสํ าคัญของการบริการ ผู้ประกอบการอาจบริหารพนักงานนวดด้วยวิธีการ ดังนี้
• กํ าหนดวันหยุดให้พนักงานในแต่ละเดือน
• มีชุดฟอร์มให้พนักงานนวด
• ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร โดยจัดประชุมบอกเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทํางาน
หรือผู้ประกอบการอาจสํารวจความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้บริการว่า มีจุดบกพร่องตรง
ไหน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงเดือนละ 2 ครั้ง
• อบรมพนักงาน เพื่อพัฒนาฝีมือนวดให้ดียิ่งขึ้น เช่น เทคนิคการนวด
• อบรมพนักงานด้านภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น กรณีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่าง
ประเทศ
• ผูกใจพนักงานนวดให้อยู่นานๆ ผู้ประกอบการต้องมีความเอาใจใส่บุคลากร ให้พนักงานมีรายได้ที่พอเพียง เพราะความพอใจของพนักงานเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าพนักงานมีความสุขในการทํางาน พนักงานก็จะให้บริการที่ดีการบริหารลูกค้าการทําให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในการบริการตลอดไป เป็นหัวใจสําคัญของธุรกิจ ฉะนั้น ผู้ประกอบการควรประเมินการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ทําแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นการบริการของร้าน แต่วิธีนี้ ลูกค้าบางรายอาจจะไม่ชอบเขียน ดังนั้น ร้านจึงควรสอบถามจากลูกค้าโดยตรงด้วย เพื่อนําเอาปัญหาหรือข้อคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุง

6. การลงทุน
การลงทุนในธุรกิจนวดแผนไทยจะขึ้นอยู่กับขนาด ทําเลที่ตั้ง ดังนั้น การลงทุนจึงมีตั้งแต่ระดับใช้เงินทุนตํ่า นั่นคือ ผู้ประกอบการใช้บ้านเป็นสถานที่นวด ลงทุนแต่อุปกรณ์ การตกแต่งน้อย ไปจนถึงการใช้เงินทุนค่อนข้างสูง จากข้อมูลที่เปิดเผยในตอนนี้ ธุรกิจนวดแผนไทยบางแห่งใช้เงินลงทุนสูงมากถึงประมาณ 99 ล้านบาท ทั้งนี้จํานวนเงินลงทุนจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น
􀂙 ขนาดของร้านว่าเล็กหรือใหญ่
􀂙 เป็นเจ้าของสถานที่เอง หรือต้องเช่า หรือซื้อ
􀂙 ลักษณะการก่อสร้างและการตกแต่งภายใน นั่นคือ จะเน้นความหรูหรา สวยงามหรือเป็น
แบบธรรมดา รวมถึงวัสดุอุปกรณ์จะใช้คุณภาพแบบใด
􀂙 จํานวนพนักงานและเตียงที่ให้บริการ
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
􀂾 เงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แบ่งเป็นการลงทุนด้านต่างๆ ดังนี้
- ค่าตกแต่งสถานที่ เช่น ค่ากั้นห้อง ทาสี ทําประตูกระจกหน้าร้าน ฯลฯ
- ค่าวัสดุ อุปกรณ์เบื้องต้น เช่น เตียงนวดตัว เตียงนวดเท้า ชุดพนักงาน ผ้าปูที่นอน ฯลฯ
- ค่าเครื่องใช้สํานักงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ โต๊ะ เก้าอี้ โทรศัพท์ ฯลฯ
- อื่นๆ เช่น ใบปลิวแนะนําร้าน ของชําร่วยแจกลูกค้าวันเปิดร้าน
หมายเหตุ การตกแต่งสถานที่ไม่มีมาตรฐานตายตัว เน้นความสะอาด สบายตา ฉะนั้น
เงินลงทุนเริ่มต้นจึงสามารถยืดหยุ่นได้
􀂾 เงินทุนหมุนเวียน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น
- ค่าเช่าสถานที่
- ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่านํ้า ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
- ค่าพนักงาน
- ค่าครีมนวด นํ้ามันนวด ค่าซักผ้า
- อื่นๆ

7. เงื่อนไขและข้อจํากัด
• ปัญหาการดึงตัวพนักงานนวดที่มีความสามารถอาจเกิดขึ้นได้ สาเหตุอาจมาจากความดึงดูดใจด้านรายได้ ที่พักอาศัย ที่จูงใจกว่าเก่า เป็นต้น
• ผู้ประกอบการควรมีความพร้อมเรื่องเงินลงทุน และหากผู้ประกอบการจะต้องกู้เงินเพื่อมาลงทุนบางส่วน ผู้ประกอบการก็ควรคํานึงถึงความสามารถในการชําระคืนด้วย

8. ปัจจัยที่ทํ าให้ธุรกิจประสบความสําเร็จ
• ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ต่อตัวเองและพนักงาน
• สร้างจิตสํานึกที่ดีด้านการบริการลูกค้าให้แก่พนักงาน เช่น การสวัสดีเมื่อมีลูกค้าเข้าร้าน
การทักทายอย่างเป็นมิตร
• รักษาการบริการให้ได้มาตรฐานคงที่ โดยให้บริการนวดครบทุกขั้นตอนและตามเวลาที่
กําหนด
• ทําเลที่ตั้งเหมาะสม ใกล้กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ค่าเช่าสถานที่ไม่แพงจนเกินไป และไม่นวดใน
สถานที่อโคจร (สถานที่ที่ไม่ควรทําการนวด) เช่น บ่อนการพนัน ริมถนน ใต้โคนต้นไม้ ฯลฯ
• มีการรักษาความสะอาดของสถานที่ และความสะอาดของพนักงานให้ดูดีตลอดเวลา


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
1. โครงการพัฒนาตํารา มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, คู่มืออบรมการนวดไทย. กรุงเทพฯ:บริษัทสามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพฯ) จํ ากัด , 2544.
2. โครงการพัฒนาตํารา มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, คู่มืออบรมการนวดเท้าเพื่อสุขภาพ.กรุงเทพฯ : บริษัทสามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพ) จํ ากัด, 2545.
3. ศูนย์ SMEs ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,การฝึกอบรมการนวดไทย. (ม.ป.ท.), 2543.
4. ปรีดา ตั้งตรงจิตร. นายกสมาคมแพทย์แผนโบราณและอายุรเวท วัดพระเชตุพนฯ(วัดโพธิ์).สัมภาษณ์โดย กรกมล เจริญอนุสรณ์, 21 มิถุนายน 2545.
5. ณัฐพล ปุงควรางกูร. เจ้าของกิจการอัญชัญนวดแผนไทย. สัมภาษณ์โดย กรกมล เจริญอนุสรณ์, 4  กรกฎาคม 2545.
6. แรกขวัญ อารีรัตน์. เจ้าของกิจการบ้านสุขภาพและความงาม. สัมภาษณ์โดย กรกมล เจริญอนุสรณ์,1 กรกฎาคม 2545.
7. อภิญญา ลอยชูศักดิ์. กรรมการผู้จัดการเจ้าพระยาเวชนวดแผนโบราณ. สัมภาษณ์โดย กรกมล เจริญอนุสรณ์, 5 กรกฎาคม 2545.
8. กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์, การจดทะเบียนการค้า.
www.thairegistration.com.
9. กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง, การขอหมายเลขประจํ าตัวผู้เสียภาษีและการยื่นชําระภาษี www.rd.go.th/tax.








ธุรกิจ “นวดแผนไทย
อาการปวดเมื่อยร่างกาย โดยทั่วไปการรักษาอาการเหล่านี้นอกจากการพบแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว หลายคนก็ยังนิยมไปใช้บริการนวดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด หรือผ่อนคลายร่างกายให้หายจากความเมื่อยล้าและความเครียด ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่มีความต้องการใช้บริการนวดมากขึ้น ความนิยมการนวดไม่จำกัดอยู่เฉพาะแค่ชาวไทย หากแต่ขยายตัวออกไปในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย ดังนั้น “ธุรกิจนวดแผนไทย” จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการ

การประกอบธุรกิจนี้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจของตนเอง แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นลงมือทำ ผู้ประกอบการควรศึกษาและทำความเข้าใจในธุรกิจนี้ให้ลึกซึ้งเสียก่อน


ผู้ที่สนใจทำธุรกิจนวดแผนไทย ควรมีศักยภาพและคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้
  1. มีใจรักในการให้บริการ เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจการให้บริการ ผู้ประกอบการที่ดีควรมีใจรักในงานด้านนี้ มีความซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจาไพเราะ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

  2. มีศีลธรรมและสัมมาอาชีวะ การนวดเป็นการบริการแบบตัวต่อตัว โอกาสใกล้ชิดสัมผัสร่างกายลูกค้ามีอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการอาชีพนี้จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเน้นความบริสุทธิ์ใจและศีลธรรมเป็นหลัก

  3. มีพื้นฐานความรู้ด้านการนวดแผนไทย เพื่อให้เข้าใจธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการควรผ่านการอบรมมาบ้างจากสถานที่อบรมที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับ

  4. มีทำเลที่เหมาะสม ทำเลที่ดีของธุรกิจนี้ควรอยู่ในที่มองเห็นได้ง่าย ชัดเจน และการเดินทางสะดวก

ก่อนเปิดกิจการ “นวดแผนไทย” นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้

> กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ

โดยทั่วไปธุรกิจบริการจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าขายสินค้าอื่นร่วมด้วยต้องจดทะเบียน โดยสามารถศึกษารายละเอียดขออนุญาตได้ที่ www.ismed.or.th หรือที่ www.thairegistration.com

> กรมสรรพากร เพื่อดำเนินการทางภาษีการจดทะเบียน และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยศึกษาจาก www.rd.go.th

> กระทรวงสาธารณสุข เพื่อจดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ

ทั้งนี้ หากเป็นการนวดเพื่อบำบัด วินิจฉัยโรค หรือฟื้นฟูสมรรถภาพ ตาม พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 ผู้ทำการนวดต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต “สาขาการแพทย์แผนไทยหรือเวชกรรมโบราณ” จากคณะกรรมการวิชาชีพก่อน และต้องดำเนินการในสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตแล้วเท่านั้น

แต่หากเป็นการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค ผู้ที่ทำการนวดไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตผู้ประกอบการโรคศิลปะ

ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอได้ที่กองการประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือในต่างจังหวัดยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

แม้ธุรกิจการนวดจะเป็นอาชีพให้บริการ แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูงเช่นกัน โดยมีบทลงโทษทางกฎหมายหากผู้นวดกระทำการนวดแบบการรักษาโรค แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ซึ่งจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแม้จะไม่ได้นวดแต่ขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นการนวดรักษาโรคโดยไม่มีใบอนุญาตก็มีความผิด คือมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ตามกฎหมายผู้นวดต้องรับผิดชอบ หากเกิดอันตรายแก่ผู้ถูกนวด ดังนี้
  1. หากทำให้ผู้อื่นเกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  2. หากผู้ถูกนวดเป็นอันตรายสาหัส ดังนี้คือ ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด เสียความสามารถที่ม่านประสาท อวัยวะสืบพันธุ์ ใบหน้า แท้งลูก จิตพิการติดตัว ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยเรื้อรังตลอดชีวิต หรือไม่สามารถประกอบกิจตามปกติเกินกว่า 20 วัน ต้องโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี

  3. หากกระทำโดยประมาท เช่น นวดแล้วเกิดอันตรายสาหัส ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  4. หากนวดผู้ป่วยแล้วทำให้เสียชีวิตถือว่ากระทำการโดยประมาท ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

ทีมา : http://women.sanook.com/work/108jobs/108jobs_26616.php